ถาม-ตอบ ปัญหาสุขภาพ พร้อมแนะนำอาหารเสริม โดย คุณหมอตั้ม กิฟฟารีน

รวบรวบปัญหาสุขภาพ และตอบคำถามสุขภาพพร้อมแนะนำอาหารเสริม
โดย...นายแพทย์จักรพงศ์ ไพบูลย์ หรือที่เราชาวกิฟฟารีนเรียกกันว่าคุณหมอตั้ม
เป็นคุณหมอที่คอยตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ให้คำแนะนำด้านสุขภาพ ในกลุ่มไลน์ของสมาชิกกิฟฟารีน
ปรึกษาแอดมินเพิ่มเติม แอดไลน์ @giffproducts

ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ พร้อมแนะนำอาหารเสริม โดย คุณหมอตั้ม กิฟฟารีน

ตอบ : คนละตัวกัน แต่ผลออกมาอย่างเดียวกัน คือทำให้เลือดหยุดยากขึ้น เลือดออกง่าย ในบางราย เส้นเลือดในสมองแตกได้ ถ้าความดันสูง 


และเลือดออกที่อื่น เช่นมีแผล มีดบาด ก็จะหยุดยาก และข้อห้ามก็อย่างเดียวกัน จะถอนฟัน จะผ่าตัดต้องหยุดยาล่วงหน้า เจ็ดวันเหมือนกัน การตอบสนองต่อยาในบางคนไม่เท่ากันคือได้นิดหน่อยก็เหมือนได้มาก เป็นต้น.  หลายแห่งต้องใช้ใบรับรองแพทย์ว่า ผ่าตัดได้ ถอนฟันได้ จึงจะยอมทำฟันหรือผ่าตัดให้   อาหารเสริมก็ห้ามแบบเดียวกัน


ยาพวกนี้จะ ได้รับเสมอ ในคนไข้โรคหัวใจ ขาดเลือด เจ็บหน้าอกเส้นเลือดหัวใจตีบ ทำบายพาส ใส่บอลลูน และคนไข้เส้นเลือดสมองตีบ เป็นอัมพฤษ อัมพาต. นอกนั้นจะได้ในบางราย ที่แพทย์สั่งเป็นพิเศษครับ


ดังนั้น ถ้ามีประวัติเส้นเลือดสมองแตก หรือทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือเกล็ดเลือด  เราจะห้าม อาหารเสริม ที่มีผลต่อ การแข็งตัวของ เกร็ดเลือด ได้แก่


ห้าม แปะก๊วย  โสม กระเทียม  น้ำมันปลา และน้ำมันดาวอินคา ( มีโอเมก้า 3 )  เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า  ว่านชักมดลูก เจียวกู่หลาน  น้ำมันพริมโรส และโคเอนไซม์ คิวเทน สารสกัดจากเมล็ดองุ่น และ สารสกัดจาก เปลือกองุ่นแดง ขมิ้น น้ำมันมะกอก เรสเวอรทรอล ชาเขียว เหล่านี้มีงานวิจัย ว่ามีผลต่อเกร็ดเลือด  ปัญจะภูตะด้วยครับ เพราะมีโสมกับ เห็ดหลินจือ


ขอบคุณคำตอบ : จากกลุ่มไลน์ หมอตั้มตอบปัญหา โดย คุณหมอตั้ม กิฟฟารีน

ตอบ : ตัวที่ดี และไม่ดี มีดังนี้ครับ ไตรกลีเซอไรด์ สูงมากไม่ดี 


โคเลสเตอรอล มีหลายแบบ โดยทั่วไป รวมๆ สูงมากมักไม่ดี เพราะมักจะมี ชนิด LDL มากกว่า HDL 


ถ้าแยกย่อย จริงๆ 
แบบ แอลดีแอล LDL โคเลสเตอรอล สูงมาก ไม่ดี  
แบบ HDL โคเลสเตอรอล สูงมากดี ต่ำมากกลับไม่ดีครับ


ตัวที่ลดไขมัน โคเลสเตอรอล ได้ดีสุดคือยาคุณหมอ 
และอาหารเสริมได้แก่ กระเทียม น้ำมันข้าว ไฟโตสเตอรอล น้ำมันมะกอก ถั่งเช่าครับ ตอนนี้มี ขิง อีกตัวด้วย


ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูง น้ำมันปลา ช่วยลดได้ครับ


กลูโคแมนแนน แฟตบรอกเกอร์ ก็ช่วยลดไขมันทั้งหมดได้บ้างเช่นกัน แต่สองตัวนี้ต้องกินห่างยาสองสามชั่วโมงนะครับ


ถ้าเป็นไขมันในผนังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบ ตัวช่วยมี งาดำ ทับทิมเม็ด น้ำทับทิม ก็ได้ กระเทียม อีจีซีจี ครับ


รายละเอียดน่ารู้อื่น ๆมีดังนี้ครับ

โรคไขมันในเลือดสูง เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ อาจเป็นระดับโคเลสเตอรอลสูง หรือระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสูงทั้งสองชนิดก็ได้ ภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


ไขมันในเลือดมีหลายชนิดแต่ที่สำคัญได้แก่...

 1. โคเลสเตอรอล ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองและอีกส่วนหนึ่งได้รับจากอาหาร แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
          1.1  โคเลสเตอรอลชนิดอันตราย (แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล / LDL) ถ้ามีในระดับสูงเกินไปจะไปสะสมที่เยื่อบุด้านในของหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ตีบ หรืออุดตัน
          1.2  โคเลสเตอรอลชนิดดี (เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล / HDL) เป็นชนิดที่มีประโยชน์ ทำหน้าที่นำโคเลสเตอรอลที่เหลือไปทำลายที่ตับ ผู้ที่มีโคเลสเตอรอลชนิดนี้สูงจะช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง

2. ไตรกลีเซอร์ไรด์ เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเองและได้รับจากอาหาร  ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้


สาเหตุของการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง
     1. ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์
     2. กินอาหารที่มีไขมันโคเลสเตอรอลสูง หรืออาหารที่ให้พลังงานมากเกินความต้องการของร่างกาย
     3. โรคหรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ โรคเบาหวาน โรคไต ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น
     4. การดื่มสุราในปริมาณมากเป็นประจำ ทำให้ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง
     5. ขาดการออกกำลังกาย


อันตรายจากภาวะไขมันในเลือดสูง 
     ระดับไขมันในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ อุดตัน ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวาย หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาตีบตัน ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น
    
การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูง
     1. ควบคุมอาหาร

อาหารที่ควรทาน
     - นมพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนย
     - เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โดยแยกเอาไขมันและหนังออกให้หมด ถั่วเมล็ดแห้ง
     - ข้าวที่ไม่ขัดสีมาก ขนมปังโฮลวีท
     - ผักสดต่าง ๆ รวมทั้งกระเทียม ข้าวโพด
     - ผลไม้ไม่หวานจัด
     - ใช้ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำ ประกอบอาหาร
     - อาหารประเภทต้ม ต้มยำ แกงส้ม ยำ นึ่ง อบ ย่าง (ไม่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ)
     - ไขมันจากปลาทะเล สามารถลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ ทำให้เกล็ดเลือดจับตัวน้อยลง
     - อาหารที่มีไฟเบอร์ (เส้นใยอาหาร) สูง จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ทำให้การดูดซึมลดลง
     - อาหารที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ แบ่งอาหารตามปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร


อาหารที่ไม่ควรทาน
     - อาหารที่มีไขมันมาก ได้แก่ อาหารทอด เช่น ไก่ทอด ไข่เจียว กล้วยแขก แกงกะทิ หลนต่าง ๆ ไส้กรอก กุนเชียง
     - เนื้อสัตว์ติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ ไข่แดง แฮม เบคอน หมูยอ
     - อาหารทะเลบางชนิด เช่น ปลาหมึก หอยนางรม
     - ขนมหวานที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล และกะทิหรือมะพร้าว เช่น กล้วยบวชชี ขนมหม้อแกง ข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ 
       ข้าวโพดคลุกมะพร้าวน้ำตาล
     - ขนมที่มีไขมันแฝงอยู่ เช่น ขนมขบเคี้ยว โดนัท เค้ก คุกกี้ ไอศกรีม
     - ไขมันที่ได้จากสัตว์ เช่น เนย มันหมู มันวัว มันไก่

 
     2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันละ 30 นาที เป็นการเพิ่มการเผาผลาญอาหาร  ช่วยลดโคเลสเตอรอลและเพิ่มระดับเอชดีแอลในเลือด ซึ่งเป็นตัวป้องกันการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง


     3. งดสูบบุหรี่ บุหรี่ทำให้เอชดีแอลในเลือดต่ำลง และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด


     4. ลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน


     5. ปรึกษาแพทย์ ติดตามดูระดับไขมัน  บางรายอาจต้องใช้ยาช่วยลดระดับไขมัน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ชี้แนะและติดตามผลการรักษาต่อไป



ขอบคุณคำตอบ : จากกลุ่มไลน์ หมอตั้มตอบปัญหา โดย คุณหมอตั้ม กิฟฟารีน

ตอบ : ถ้าเป็นฝีในตับจริงคือติดเชื้อเสมอครับ การเกิดฝีนี้มาจากเชื้อโรคได้หลายชนิด ต้องได้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ แนะนำว่า ให้ รักษาเต็มที่ มักหายหมดทุกคน 

อาหารเสริมไม่ได้ช่วยรักษาฝี ไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อ ได้แค่บำรุงตับ เช่น ซุปราวิท โคลีนบี เลซิติน น้ำทับทิม ครับ

แต่บางกรณี แม้คุณหมอจะบอกฝีในตับ แต่แท้จริงเป็นมะเร็งแทรกอยู่ด้วย แต่ตอนแรกอาจจะดูไม่ออก นึกว่าเป็นฝี อย่างนี้ก็มักไม่หายละ และก็ต้องรักษากันไป บางทีต้องรักษาฝีก่อน แล้วต่อด้วยรักษามะเร็งก็มีครับ

รักษาทางการแพทย์ เต็มที่ จะหนีหมอ จะขาดการรักษาไม่ได้เลย และช่วงแรก ไม่แนะนำอาหารเสริม จนกว่าการรักษาจะดีขึ้นด้วย ไม่เช่นนั้นจะรบกวน การประเมินรักษาครับ

 


ขอบคุณคำตอบ : จากกลุ่มไลน์ หมอตั้มตอบปัญหา โดย คุณหมอตั้ม กิฟฟารีน

ตอบจากหินปูนบริสุทธิ์ครับ คือ แคลเซียมคาร์บอเนท


ซีมินดริงค์กับแคลดีแมก ในแง่แคลเซียม แตกต่างกันอย่างไร ?

ซีมินดริงค์ มีแคลเซียม 160 มก. แคลดีแมก มี แบบ 450มก. และ 600มก. ดังนั้น ถ้าแคลดีแมก 600 มก. คือแตกตัวให้แคลเซียม 600 มก เลย จะมีแคลเซียมมากกว่า 4 เท่าครับ


ในสูตร Cal-D-Mag 600 หนัก 1,908 mg/เม็ด เราใส่ Calcium carbonate  78.62% หรือ 1500 ม.ก. คือใส่เยอะมาก และ Calcium carbonate แตกตัวให้ calcium ที่ 40% ดังนั้น ใน Cal-D-Mag 600 จำนวน 1 เม็ด จะให้ Calcium 1500 ม.ก จากการคำนวน ดังนี้ 1,908 x 78.62%=1,500 mg. และแตกตัวให้แคลเซียม 600 ม.ก. ดังนี้
 1,500 x40%=600 mg


ทั้งคู่เป็น แคลเซียมคาร์บอเนท  ( CaCO3 ) เหมือนกัน แต่ รูปร่างต่างกันหน่อย ทั้งซีมิน และ แคลดีแมก เป็น แคลเซียมคาร์บอเนท  ซึ่งเป็นแคลเซียมชนิดที่ดูดซึมเข้าร่างกายได้ดีที่สุดในโลก อยู่แล้ว คือ 40% นะครับ สูงกว่า ทุกแบบ และใช้เป็นยา กินกัน ทั่วโลกครับ แคลเซียมคาร์บอเนท ของซีมิน มาจากสาหร่ายแดงในทะเล แคลเซียมคาร์บอเนทของแคลดีแมกมาจากหินปูนบริสุทธิ์



ขอบคุณคำตอบ : จากกลุ่มไลน์ หมอตั้มตอบปัญหา โดย คุณหมอตั้ม กิฟฟารีน

ตอบ : วิตามินซี ในผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน มีอยู่ในอาหารเสริมหลายตัวเลย แต่ละตัวมีวิตามินซีกี่มิลลิกรัมบ้าง ตามรายละเอียดด้านล่างครับ

เซเว่นบีซี  มีวิตามินซี 15 มก. (ต่อเม็ด)
แอคติจุยซ์  มีวิตามินซี 60 มก. ( ต่อซอง )
ซุปราวิท มีวิตามินซี 60 มก. (ต่อเม็ด)
เกรปซีอี มีวิตามินซี 50 มก. ( ต่อเม็ด)
 
เคอรคิวมาซีอี มีวิตามินซี 20 มก. (ต่อเม็ด)
โกตูล่า ซี อี  มีวิตามินซี 13 มก. (ต่อเม็ด)
คลอโรฟิล ซี โอ มีวิตามินซี 60 มก. (ต่อซอง)
มะรุม ซี มีวิตามินซี 15 มก. (ต่อเม็ด)
จินเจอร์ ซี มีวิตามินซี 40 มก. (ต่อเม็ด)
เกรป ซี อี แมกซ์ มีวิตามินซี 60 มก. (ต่อเม็ด)
เอส เลมอน ที มีวิตามินซี 60 มก. (ต่อกล่อง)
กิฟฟารีน บาโคพา มีวิตามินซี 50 มก. (ต่อเม็ด)
วีทกราส มีวิตามินซี 36 มก. (ต่อซอง)
แอสตาแซนทิน, แอสตาแมกซ์ มีวิตามินซี 30 มก. (ต่อเม็ด)
คอลลาเจน แมกซ์ มีวิตามินซี 30 มก. (ต่อเม็ด)
แกรนด์เดอร์  มีวิตามินซี 30 มก. (ต่อเม็ด)
แคล ดี แมก 600, แคลดีแมก มีวิตามินซี 30 มก. (ต่อเม็ด)
ยู ซี ทู มีวิตามินซี 30 มก. (ต่อเม็ด)
ไลโคพีน มีวิตามินซี 30 มก. (ต่อเม็ด)
เซซามิ เอส มีวิตามินซี 15 มก. (ต่อเม็ด)
ถั่งเช่า M, ถังเช่า W มีวิตามินซี 10 มก. (ต่อเม็ด)
บต้า กลู คิดส์ มีวิตามินซี 9 มก. (ต่อเม็ด)
อิชินาเชีย มีวิตามินซี 4.68 มก. (ต่อเม็ด)


ร่างกายของเราต้องการวิตามินซีวันละ  60 มก. 


ถ้าต้องการ ทานเม็ดเกิน 60  มก. จะต้องขี้นทะเบียนเป็นยา ซื้อได้ในร้านขายยา ครับ
ถ้าทานปริมาณมากเกินวันละ 500-1000 เสี่ยงต่อเป็นนิ่วในไตครับ


ถ้าต้องการฤทธิ ต้านการอนุมูลอิสระมากๆ ของวิตามินซี
แนะนำแอสต้าแซนธินครับ เพียง 1 มก. แรงเท่า วิตามินซี 6000 มก. เลย ในแง่ต้านอนุมูลอิสระนะครับ


ในแง่การป้องกันและช่วยรักษาโควิด 19  หรือหวัดอื่นๆ มีงานวิจัยหลายงาน พบว่า วิตามินซีไม่ช่วย แต่เรื่องวิตามินซี กับหวัดทั้งหลาย คุณหมอทั้งหลายมากมาย ก็ยังเชื้อว่า มีส่วนช่วย อยู่นั่นเองครับ



ขอขอบคุณคำตอบ : จากกลุ่มไลน์ หมอตั้มตอบปัญหา โดย คุณหมอตั้ม กิฟฟารีน

ตอบ : สำหรับ สมุนไพร ที่มีงานวิจัยว่าช่วยได้คือ ถั่งเช่า จะทานได้ ถ้าไม่เป็นตับแข็งหรือกินยาต้านการแข็งตัวเลือด หรือเกล็ดเลือดครับ และไม่กินตอนกำลังให้เคโมครับ

โดยทั่วไปเรื่องมะเร็ง อาหารสุขภาพที่เราจะแนะนำได้มี อย่างไรบ้าง..?

ในมะเร็งทุกชนิดเลย ที่บำรุง และนำนำได้ตลอดเวลา ได้แก่  ซุปราวิท โคลีนบี แอสต้าแซนธิน เลซิติน  ทานได้จนถึงมะเร็งระยะสุดท้ายเลย 

ส่วน น้ำทับทิม น้ำวีทกราส  น้ำผลไม้ สไปรูไลน่า ทานได้  แต่ถ้ามีตัวบวมขาบวม ต้องงดน้ำเหล่านี้ทั้งหมดนะครับ 

ต้องรักษาคุณหมอเป็นหลักเลย อย่าหนีการรักษานะครับ

ต่อไปเป็นเรื่องราวที่น่ารู้เพิ่มครับ

มะเร็งแนะนำอาหารอย่างไร ?
ทางการแพทย์​อาหารปกติที่คนทั่วไปทานได้ ผู้ป่วยมะเร็งก็ทานได้  ควรบำรุง ด้วยแป้งน้ำตาลน้ำหวาน เนื้อนมไข่ ให้เพียงพอ ได้เลย


ไม่มีงานวิจัย ว่าเมื่อเป็นมะเร็งไปแล้วการงดเนื้อสัตว์ มังสะวิรัตน์ หรืองดอาหารอะไร จะทำให้มะเร็งโตช้าลง อายุยาวขึ้น นั้น ไม่มีเลย


 แต่ถ้าจะกินมังสะวิรัติ ด้วยใจที่มีเมตตาว่าเราจะทำบุญ สงสารไม่ทานเนื้อสัตว์ ย่อมทำได้และดี แต่ถ้าด้วยใจว่า เนื้อสัตว์จะไปส่งเสริมมะเร็งนั้นไม่จริง ไม่มีงานวิจัยเลย
พยายาม  นำหนังสือคนเจ็บไข้ ผู้โชคดี ไปให้ผู้ป่วยอ่านให้ได้นะครับ ควรรู้ว่า สิ่งเหล่านี้ จะราบรื่น จะดีขึ้นได้ ต้องใช้บุญช่วยนะ พยายามให้ ผู้ป่วย ถือศีลห้า ให้ได้เดี๋ยวนี้เลย  ถือเองได้ไม่ต้องไปวัดตั้งใจสมาทานก็มีศีลแล้ว ต้องมีศีลให้ได้เสมอก่อน  จากนั้นให้หัดทำสมาธิ หัดเจริญปัญญา ว่าร่างกายไม่ใช่ของเราตัวเรา จิตใจก็ไม่ใช่ ย่อมเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ให้ปล่อยวาง สิ่งเหล่านี้เป็นบุญใหญ่มากๆ ครับ เรียกว่า การเจริญ อนิจสัญญา บุญสูงกว่า ทาน ศีล และการเจริญเมตตา  เอาบุญช่วย รายละเอียดยังมีใน หนังสือนี้อีก หนังสือจะบอกทุกอย่าง รวมทั้งให้กำลังใจ ในการทำดีอย่างยิ่งยวด เช่น การมีศีลห้าให้ได้ก่อนเลยเสมอ  การทำบุญให้ได้มากที่สุด 


สามารถดาวน์โหลดหนังสือในรูปแบบไฟล์ PDF ได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้

https://www.dropbox.com/sh/71w5n91wf07cdr1/GX4tyZ-gJX

 

ขอบคุณคำตอบ : จากกลุ่มไลน์ หมอตั้มตอบปัญหา โดย คุณหมอตั้ม กิฟฟารีน

ตอบ :  ห้ามทานทุกอย่าง


ตับอ่อน เป็นคนละอวัยวะกับ ตับ ที่จะป่วยเป็นมะเร็งตับ หรือไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี หรือตับแข็ง ตับทำหน้าที่ ทำลายพิษ และสร้างน้ำดี


ตับอ่อน เป็นอวัยวะอีกอย่าง ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย มาย่อยอาหาร และสร้างฮอร์โมน อินซูลิน กับกลูคากอน ถ้าขาดอินซูลิน จะเป็นเบาหวาน ชนิดต้องฉีดอินซูลิน


ตับอ่อนอักเสบ ห้ามอาหารเสริม และถ้าเป็นแบบฉับพลัน ต้องงดอาหารและน้ำ เพื่อให้ตับอ่อนได้พักผ่อน อาจจะต้องให้อาหารและน้ำทางน้ำเกลือแทน ดังนั้น ต้องรักษาทางการแพทย์เท่านั้น


รายละเอียดเพิ่มเติม ตามนี้เลยครับ


โรคที่เกิดกับตับอ่อนที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ โรคตับอ่อนอักเสบ เป็นภาวะที่น้ำย่อยในตับอ่อนไม่สามารถไหลผ่านท่อของตับอ่อนได้ ทำให้เกิดการย่อยเนื้อเยื่อของตัวตับอ่อนเอง ส่งผลให้เกิดการอักเสบขึ้น เมื่อมีการอักเสบหลายครั้งเข้าก็จะกลายเป็นการอักเสบแบบเรื้อรัง และจะเริ่มมีหินปูนไปเกาะที่ตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนมีขนาดเล็กลง สมรรถภาพในการทำงานลดลง


“การอักเสบของตับอ่อนแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ การอักเสบแบบเฉียบพลัน และการอักเสบแบบเรื้อรัง โดยผู้ป่วยจะมีอาการอักเสบแบบเฉียบพลันก่อน หากโรคไม่หายขาดหรือกลับมาเป็นอีกเพราะสาเหตุยังคงอยู่ ก็จะกลายเป็นการอักเสบแบบเรื้อรัง”


ในการอักเสบแบบเฉียบพลันนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องอย่างมากและปวดตลอดเวลา โดยจะปวดร้าวไปทางด้านหลังเหมือนโดนมีดแทงนอกจากนี้ยังอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย แต่ก็เป็นไปได้ที่ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการปวดเลยแต่พบได้น้อยมาก ส่วนการอักเสบแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจปวดท้องไม่มากแต่มักมีอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น ปวดท้องเรื้อรัง ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ เกิดโรคเบาหวาน ท้องเสียเรื้อรังเพราะไม่สามารถย่อยไขมันได้ ถ่ายอุจจาระมีไขมันลอยอยู่ น้ำหนักลด มีอาการตาเหลืองตัวเหลือง เป็นต้น
ปัจจัยการเกิดโรค
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักและนิ่วในถุงน้ำดีเป็นสาเหตุหลักของโรคที่พบได้มากที่สุด ส่วนสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ผลข้างเคียงของยาบางชนิด โรคภูมิต้านตนเอง มีพยาธิหรือไวรัสบางอย่าง “มีประมาณร้อยละ 5 – 10 ที่เราไม่พบสาเหตุของโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมีโอกาสกลับมาเป็นโรคได้อีก เพราะเราไม่รู้ว่าต้นเหตุคืออะไร”
การวินิจฉัยและรักษา
ผู้ป่วยโรคตับอ่อนอักเสบที่มีอาการไม่รุนแรงมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้อง ท้องอืด เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งการตรวจเลือดเพื่อดูเอนไซม์ของตับอ่อนที่ขึ้นสูง


ร่วมกับการทำอัลตราซาวนด์และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่ามีอาการตับอ่อนอักเสบหรือไม่


เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการตับอ่อนอักเสบ แพทย์จะทำการรักษาโดยให้ งดน้ำ งดอาหาร เพื่อหยุดการทำงานของตับอ่อน ร่วมกับการให้ยาลดอาการปวด และให้น้ำ 24 - 48 ชั่วโมงเพราะผู้ป่วยจะมีอาการของภาวะขาดน้ำ ในกรณีที่มีการอักเสบมากจนเกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อตับอ่อน จะมีโอกาสติดเชื้อสูง แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะและอาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อเปิดเข้าไปล้างทำความสะอาด


“โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าตรวจพบสาเหตุของโรค เช่น พบว่ามีนิ่วในถุงน้ำดีเราก็ผ่าตัดออกไป ดังนั้นถ้าตรวจพบเร็วและไม่มีโรคแทรกซ้อน โรคนี้ถือเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ ส่วนโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังที่ยังหาสาเหตุไม่ได้นั้น ผู้ป่วยจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่โรคอาจพัฒนาไปเป็นโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน หรือมะเร็งในตับอ่อนได้”

 

ขอบคุณคำตอบปัญหาสุขภาพ : จากกลุ่มไลน์ หมอตั้มตอบปัญหา โดย คุณหมอตั้ม กิฟฟารีน

Powered by MakeWebEasy.com